กรมควบคุมโรค เผย เกือบครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยโรคฉี่หนูแล้วกว่า 600 ราย ตาย 4 ราย เตือนช่วงฤดูฝนยิ่งต้องระวัง ย้ำ เกษตรกร ชาวสวน ย่ำน้ำบ่อยโอกาสเสี่ยงสูง แนะเลี่ยงเดินลุยน้ำย่ำโคลน

วันนี้ (24 พ.ค.) นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กล่าวว่า ในช่วงฤดูฝนนี้ อาจเกิดน้ำท่วมขังและมีพื้นที่ชื้นแฉะในหลายพื้นที่ จึงขอให้ประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร ชาวสวนหรือผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับพื้นที่ชื้นแฉะให้ระมัดระวังโรคที่มากับฤดูฝน โดยเฉพาะโรคไข้ฉี่หนู สำหรับการเฝ้าระวังสถานการณ์โรคไข้ฉี่หนูในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 11 พฤษภาคม 2561 มีรายงานพบผู้ป่วย 589 ราย เสียชีวิต 4 ราย จังหวัดที่มีอัตราป่วยต่อประชากรแสนคน 5 อันดับแรก คือ ศรีสะเกษ พังงา ยะลา ตรัง นครศรีธรรมราช จากข้อมูลปี 2560 พบผู้ป่วยเกินครึ่งเป็นเกษตรกร (ร้อยละ 50.5) และผู้ป่วยจะพบเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูฝนของปี (มิ.ย.- ต.ค.) โดยพบผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนู 2,006 คน คิดเป็นร้อยละ 57.2 ของผู้ป่วยทั้งปี

“เชื้อไข้ฉี่หนู สามารถเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสเชื้อเข้าทางผิวหนังตามรอยแผล รอยขีดข่วน เยื่อบุของตา จมูก ปาก หรือผิวหนังปกติที่แช่น้ำเป็นเวลานาน ซึ่งเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ตามแหล่งน้ำขังหรือพื้นดินที่เป็นดินโคลนชื้นแฉะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่มีหนูอาศัยอยู่ชุกชุม เช่น ตลาด คันนา สวน หากเริ่มมีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะปวดน่องหรือโคนขา หรือมีอาการปวดหัว ตาแดง ขอให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อรับการรักษาอย่างถูกต้องรวดเร็วอย่าซื้อยามากินเอง เพราะอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ ที่สำคัญ ขอให้แจ้งประวัติการเดินลุยน้ำให้แพทย์ทราบด้วย เพื่อการรักษาได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว เพราะหากรักษาล่าช้า อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน ไตวาย ตับวาย เลือดออกในปอด อาจทำให้เสียชีวิตได้” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคไข้ฉี่หนู ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำย่ำโคลนที่ชื้นแฉะ หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ และอาบน้ำชำระร่างกายทันทีหลังจากเสร็จจากการทำงานควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ หากต้องจำเป็นต้องเก็บไว้ให้ปกปิดอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิดเพื่อไม่ให้หนูมาปัสสาวะรดได้ กำจัดขยะให้ถูกต้องไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนูได้ ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเดินลุยน้ำ ควรสวมรองเท้าบู๊ทหรือถุงพลาสติกสะอาดที่หาได้ในพื้นที่ ป้องกันไม่ให้เท้าสัมผัสน้ำหรือดินโดยตรง หากประชาชนมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์